ปชป.คุยศก.ไทยขยายตามเป้า ลั่นป้องกันชาติไม่ให้ใครทำลายความเชื่อมั่น

ที่พรรคประชาธิปัตย์  เมื่อวันที่ 22 ม.ค.  นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจว่า จากการที่ธนาคารโลกยืนยัน การประมาณการของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในเรื่องผลการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมานั้นเห็นว่า การประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2554 เป็นไปตามเป้า โดยเชื่อว่าสามารถขยายตัวได้ 3–5 % ขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ที่มีการประมาณการไว้ที่ 2.7 % ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากที่เศรษฐกิจในช่วงปีที่ผ่านมานั้นติดลบตลอดทั้งปี แต่ได้มาเริ่มขยายตัวเป็นบวกในช่วงไตรมาสสุดท้าย สิ้นสุดเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้มี 4 ข้อ ได้แก่ 1. ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการชะลอตัวในเรื่องการส่งออก โดยเมื่อเดือนธค.ที่ผ่านนั้น พบว่าการส่งออกขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจคือ 26 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การประมาณการส่งออกในปีหน้านั้น เชื่อว่าขยายตัวถึง 14 – 15 เปอร์เซ็นต์ หลังจากที่ปีที่ผ่านมานั้นการส่งออกได้ถดถอยลง -14 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยนั้นสามารถเป็นส่วนสำคัญของการนำรายได้เข้าประเทศ

 

นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า 2. ความสำเร็จของนโยบายในเรื่องสินค้าเกษตร โดยราคาพืชผลหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง ยางพารานั้น ถือว่ามาตรการในการประกันรายได้เกษตกรนั้นบรรลุผลทำให้ราคาผลผลิตนั้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเกือบทุกหมวด ซึ่งส่วนนี้จะสามารถแก้ไขและฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคชนบทควบคู่ไปกับการขยายการส่งออกได้ 3.นโยบายการสร้างความเข้มแข็งโดยการลงทุนผ่านทั้งโครงการของปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โครงการขยายโอกาสด้านการศึกษาและลงทุนทางด้านเทคโนโลยีนั้นก็มีส่วนสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจมีผลในการขยายตัวเป็นบวกด้วย 4. การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นที่สำคัญมาก หลังจากปีที่ผ่านมาไม่มีการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มเติมเลยในขณะที่ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังเหลืออยู่นั้น พบว่าปีนี้มีการประมาณการว่าการลงทุนโดยภาคเอกชนจะขยายตัว 4-5 เปอร์เซ็นต์

 

นพ.บุรณัชย์กล่าวอีกว่า จุดแข็งใน 4 เรื่องนี้ทำให้มาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและผลสำเร็จของการที่นายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจนั้นได้เดินสายไปต่างประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนในประเทศไทยนั้นถือว่าสัมฤทธิ์ผล แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีความเสี่ยงอยู่ 2 เรื่อง คือ 1. การประสานงานด้านนโยบายทางการเงินระหว่างกระทรวงการคลังกับรัฐบาล กับธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น จะต้องบริหารในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่พอดี สามารถที่จะรักษาความสามารถและการแข่งขันในเรื่องการส่งออกโดยไม่ให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินบาทนั้นแข็งค่าจนเกินไป 2. ปัจจัยเสี่ยงทางด้านการเมือง ในส่วนนี้ ก็เห็นว่าการขับเคลื่อนทางการเมืองนอกสภาฯ ของแนวร่วมระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ กลุ่มนปช. และพรรคเพื่อไทย ก็มียุทธศาสตร์ส่วนหนึ่งคือไม่ต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นเพื่อลบความน่าเชื่อถือที่ประชาชนและต่างชาติมีต่อการทำงานของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์

 

นพ.บุรณัชย์กล่าวอีกว่า จะเห็นได้ว่าการยกระดับการชุมนุมและการใช้วาทะกรรมเช่นเดียวกับเดือน เม.ย. เช่นการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งข้อความทางอินเตอร์เน็ตว่าให้รอสัญญาณเพื่อที่จะกลับมานำการต่อสู้อีกครั้งหนึ่ง ในขณะที่กลุ่มนปช. เองนั้นก็ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวไปยังสถาบันที่อยู่นอกเหนือความขัดแย้ง เช่นสถาบันองคมนตรี สำนักราชเลขาฯ และมีการส่งสัญญาณของการเตรียมการและคิดกระทำการที่ทำลายความน่าเชื่ออย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทยนั่นคือการคิดเตรียมการที่จะไปชุมนุมและปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ และเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศนั้นคือการคิดเตรียมการไปโดยอ้างว่าถวายรายงานที่รพ.ศิริราช นั้น แม้ว่าแกนนำคนอื่นจะออกมาปฏิเสธแต่บุคคลที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทสำคัญในชุมนุมนั้นจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย การกระทำดังกล่าวนั้น แค่คิดก็ถือว่าผิดและไม่สมควร ไม่บังคังเป็นอย่างยิ่งอยู่แล้ว

 

“พรรคประชาธิปัตย์มองว่าความพยายามต่าง ๆ นั้นที่จะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความวุ่นวายก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องคอยป้องกันไม่ให้ใครหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาทำลายความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเป็นเด็ดขาด” นพ.บุรณัชย์ กล่าว
ข่าวด่วนอื่นๆ
ค้นหา
ข่าวย้อนหลัง
B1
300x250